แก้ปัญหา Overfilled Face และฟิลเลอร์ล้น พร้อมฟื้นฟูผิวด้วย โปรแกรม UltraClear ดูแลโดยหมอกัมพล ธรรมชาติ ปลอดภัย และเห็นผล

แก้ฟิลเลอร์หน้าล้น (Overfilled) โดยหมอกัมพล เป็นวิธีที่ช่วยปรับหน้าให้กลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาฟิลเลอร์เกินหรือหน้าไม่สมส่วนจากการเติมสารเติมเต็มผิดวิธี พร้อมฟื้นฟูผิวเพิ่มเติม ด้วยโปรแกรม UltraClear

Facial Overfilled Syndrome (FOS) คือ

ภาวะหน้าล้น (Facial Overfilled Syndrome): เมื่อความสวยเกินพอดีจนขาดความสมดุล

Facial Overfilled Syndrome (FOS) คือผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์จากการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) ในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้ใบหน้าสูญเสียความสมดุลและเอกลักษณ์เดิม แทนที่จะช่วยเสริมความงามให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ กลับทำให้ใบหน้าดูบวมตึงผิดสัดส่วน ดูแข็งทื่อ และในบางกรณีอาจทำให้ดูมีอายุมากขึ้นกว่าเดิม

Checklist: สัญญาณของภาวะหน้าล้น

ลองสังเกตใบหน้าของตัวเองหรือคนรอบข้าง หากมีลักษณะเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณว่า “เติมเยอะ” เกินไป

  • แก้มป่องเป็นลูกซาลาเปา (Pillow Face): โหนกแก้มดูเต็มและกลมแน่นจนเกินไป ทำให้ใบหน้าส่วนกลางดูบวมใหญ่ผิดปกติ
  • รอยยิ้มที่ดูฝืนและไม่เป็นธรรมชาติ: เวลายิ้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะดูตึงรั้ง แก้มยกสูงจนเบียดดวงตาให้ดูเล็กลง
  • ใบหน้าขาดมิติและดูแข็งทื่อ: สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) ของใบหน้าหายไป ทำให้หน้าดูแบน กว้าง หรือดูแข็ง ไม่มีส่วนโค้งเว้าที่เป็นธรรมชาติ
  • ริมฝีปากอวบอิ่มเกินจริง (Duck Lips): ริมฝีปากดูหนาและยื่นออกมาอย่างชัดเจนจนเสียสมดุลกับส่วนอื่นๆ ของใบหน้า

คางแหลมหรือยื่นผิดปกติ: รูปทรงคางดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่รับกับแนวกรามและกรอบหน้า

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะหน้าล้น

  1. ความเชื่อว่า “ยิ่งเยอะยิ่งดี”: การเติมฟิลเลอร์ในปริมาณมากเกินความจำเป็นในจุดเดียว โดยคาดหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนทันที
  2. การไล่ตามเทรนด์ความงาม: ความต้องการที่จะมีรูปหน้าตามกระแสสังคม เช่น แก้มป่องสไตล์เกาหลี หรือสายฝอที่เน้นโหนกแก้มและริมฝีปากที่คมชัด ซึ่งอาจไม่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าเดิมของตัวเอง
  3. เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์: แพทย์ที่ขาดความเชี่ยวชาญอาจประเมินปริมาณฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสม หรือขาดความเข้าใจในกายวิภาคและกระบวนการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าตามวัย
  4. ความถี่ในการเติม: การเติมฟิลเลอร์ซ้ำๆ ในขณะที่ของเก่ายังไม่สลายตัวดี ทำให้เกิดการสะสมจนใบหน้าดูแน่นและบวม

แนวทางการแก้ไขและป้องกัน Overfill Syndrome

วิธีการแก้ไข Overfill Syndrome

  • สำหรับฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA): สามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ฉีดเพื่อสลายฟิลเลอร์ส่วนเกินออกได้ ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • รอให้สลายไปเอง: ในกรณีที่ไม่รุนแรงมาก สามารถรอเวลาให้ฟิลเลอร์ค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ
  • สำหรับฟิลเลอร์ชนิดถาวร: การแก้ไขจะทำได้ยากกว่ามาก อาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดหรือขูดออก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง

การป้องกัน (สำคัญที่สุด) Overfill Syndrome

  • ปรัชญา “น้อยแต่มาก (Less is More)”: เริ่มต้นฉีดในปริมาณน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยดูผลลัพธ์ หากยังไม่พอใจจึงค่อยกลับมาเติมเพิ่ม
  • เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์: มองหาแพทย์ที่มีความเข้าใจในสุนทรียศาสตร์ของใบหน้า สามารถออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับเราโดยเฉพาะ และกล้าที่จะปฏิเสธหากเห็นว่ามากเกินไป
  • สื่อสารให้ชัดเจน: บอกความต้องการของตัวเอง แต่ก็ต้องรับฟังคำแนะนำของแพทย์ เพื่อหาจุดที่สมดุลที่สุด
  • เข้าใจใบหน้าตัวเอง: ความงามในอุดมคติคือการดึงเอกลักษณ์และความสวยงามตามธรรมชาติของตัวเองออกมา ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนอื่น

การสลายฟิลเลอร์เพื่อรักษาภาวะหน้าล้น (Facial Overfilled Syndrome)

  • Facial Overfilled Syndrome หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะหน้าล้น” เกิดขึ้นเมื่อมีการฉีดฟิลเลอร์มากเกินไปหรือสะสมหลายครั้ง ทำให้ใบหน้าดูบวม หนัก ขาดความเป็นธรรมชาติ หรือสัดส่วนใบหน้าเปลี่ยนไป

อาการที่มักพบในผู้ที่เป็น (Facial Overfilled Syndrome)

  • ใบหน้าดูบวม ฟู หรือผิดรูป
  • เสียมิติของใบหน้า ร่องแก้ม มุมหน้าหายไป
  • การแสดงออกทางสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ
  • พบก้อนแข็ง หรือคลำได้เป็นก้อนใต้ผิว

โปรแกรม Ultraclear

โปรแกรม Ultraclear คืออะไร ?

UltraClear คือเครื่องเลเซอร์ไฟเบอร์เย็นตัวแรกของโลก ที่ใช้ MID IR Fiber (ความยาวคลื่น 2910 นาโนเมตร) เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าและลดริ้วรอยจากวัย โดยสามารถดูดซับพลังงานได้สูงสุดและทำงานกับเนื้อเยื่อผิวหนังโดยทิ้งความร้อนไว้ที่ผิวน้อยมาก ช่วยลดความเสี่ยงของ PIH และ PIE

UltraClear ใช้เทคโนโลยี

เออร์เบียมแบบไม่มีหลอดไฟ ทำให้มีความเสถียรสูงและไม่ต้องปรับเทียบพลังงานบ่อย สามารถรักษาผิวได้ทุกประเภทและได้รับการรับรองจาก FDA จากประเทศสหรัฐอเมริกาและ อย. ประเทศไทย นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์

UltraClear  เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่เป็นหลักการใหม่ แทนการผ่าตัด หรือเสริมการผ่าตัด หนึ่งเดียวในโลก คือ Laser coring คือ การเอาผิวหนังออกจุดเล็กๆ  ทั้งชั้นผิวหนัง โดยแผลขนาดเล็กมาก ต้องสังเกตถึงจะเห็นจุด คนไข้ไม่ต้องดมยา ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เพียงแค่ทายาชา ใช้เวลารักษา 10-15นาที 

* fiber laser โดย laser กำเนิดในสาย fiber ทำให้ยิงได้เร็วถึง 5,000 Hz ที่ทำให้สามารถ ทำ coring ได้ 

* wavelength ใหม่ 2910 นาโนเมตร ที่มีประสิทธิภาพกำจัดผิวหนังส่วนเกินได้ดี และความร้อนหลงเหลือในผิวน้อย (5 % thermage residue) ส่งผลให้ปลอดภัยต่อทุกสีผิว และการฟื้นฟูผิวได้อย่างรวดเร็ว 

* คุณภาพลำแสงที่เหนือกว่าจุดเลเซอรขนาดเล็ก (170 (m) เพิ่มความสบายผิวทำให้ผิวฟื้นตัวเร็วยิ่งขึ้น

  •  ความเร็วพิเศษ 5,000 เฮิร์ต คนไข้ไม่เจ็บ (โหมดหน้าใส ไม่ต้องทายาชา )และใช้เวลารักษารวดเร็วมาก (เวลาการรักษาสั้นมาก 10-15นาที)
จุดเด่น ultraclear

ข้อดีในการทำ UltraClear

* เครื่องทำงาน ได้ 6 mode ขึ้นกับปัญหาที่ต้องการ รักษา 

* US FDA clear ; รักษา scars, wrinkle , pigment, telangiectasia , 

* coring & ultra กระขับผิว ทั้ง หน้า ลำคอ , เปลือกตา /ใต้ตา 

* เสริมการรักษา หลังศัลยกรรมต่างๆ ที่ต้อง การ เอาหนังส่วนเกินออก เพิ่มเติม หรือ กระขับผิว สามารถทำ ร่วมกับ ผ่าตัด หรือ หลังผ่าตัด 

 * 3D miracl mode ทำหน้าใส ฟื้นฟูผิว ไม่เจ็บ ไม่ต้องแปะ ยาชา 

* สามารถใช้ รักษา ผิวหนัง เหี่ยวย่น ทั่วร่างกาย ทั้ง หน้าท้อง , แขน มือ ได้ดี

* สามารถทำได้ในทุกสีผิว

* สามารถทำได้ทุกวัย 

* ใช้ระยะเวลาในการทำแต่ละครั้งไม่นาน

* ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

* เครื่องเดียวใช้แก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย

UltraClear เป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้หลายด้านในคราวเดียวกัน ช่วยให้ผิวหน้าดูดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยปัญหาผิวหน้าที่ UltraClear สามารถแก้ไขได้มีดังนี้:

  1. UltraClear แก้ปัญหาริ้วรอยตื้นและริ้วรอยลึก: ลดเลือนทั้งริ้วรอยตื้นและลึก ทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
  2. UltraClear แก้ปัญหาจุดด่างดำ: ลดเลือนจุดด่างดำ ทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอ
  3. UltraClear แก้ปัญหาฝ้าหนาที่ไม่ร้ายแรง: ช่วยลดเลือนฝ้าที่ไม่รุนแรง
  4. UltraClear แก้ปัญหารอยแผลเป็น: ฟื้นฟูรอยแผลเป็นจากแผลต่างๆ ให้ดูเรียบเนียนขึ้น
  5. UltraClear แก้ปัญหารอยสิวและรอยดำ: ลดเลือนรอยแผลเป็นจากสิวและรอยดำต่างๆ
  6. UltraClear แก้ปัญหาโทนสีและเนื้อผิว: ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และทำให้เนื้อผิวเรียบเนียนมากขึ้น
  7. UltraClear ยกกระชับใบหน้า: ยกกระชับผิวหน้าให้ดูเต่งตึงและมีโครงหน้าที่ชัดเจนขึ้น

UltraClear จึงเป็นการรักษาผิวที่ครอบคลุมหลายปัญหา ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

ultraclear เรเซอร์ชนิดใหม่

UltraClear ต่างจากเครื่องยกกระชับชนิดอื่นอย่างไร:

  • เครื่องยกกระชับอื่นๆ เช่น RF (คลื่นวิทยุ) หรือ Ultrasound ทำงานโดยการส่งคลื่นเพื่อยกกระชับผิว
  • UltraClear มีเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า Coring ซึ่งเปรียบเสมือนการกำจัดหนังส่วนเกินของผิว ทำให้ผิวกระชับมากขึ้น
  • ไม่มีเครื่องอื่นในปัจจุบันที่ใช้เทคนิคการตัดหนังส่วนเกินแบบ UltraClear ได้

UltraClear ทำได้ในทุกสีผิวหรือไม่:

  • UltraClear สามารถทำได้ในทุกสีผิว ตั้งแต่ระดับ skin type 1-6
  • ไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายต่อผิว ไม่ว่าจะมีโทนสีผิวใด

UltraClear ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนานหรือไม่:

  • UltraClear เป็นโปรแกรมที่ไม่ร้อน ไม่ทำให้แสบผิว และไม่มีผลเสียหลังการทำ
  • ระยะเวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วัน ซึ่งถือว่าสั้นมาก
ultraclear ริวิว

โปรแกรม ultraclear ทั้ง 6 Mode

รายละเอียดของโหมดต่างๆ ใน UltraClear:

  1. Clear Mode:
    • ใช้การระเหยตัวด้วยความเย็นของชั้นผิว stratum corneum สูงถึง 15%
    • เหมาะสำหรับการรักษาผิวสัมผัส, ความเสียหายจากแสงแดด, รอยด่างดำ
    • ผลลัพธ์รวดเร็ว พักฟื้นต่ำ และมีความเจ็บน้อยระหว่างการรักษา
  2. Clear+ Mode:
    • การระเหยด้วยความเย็นสูงถึง 80% ทำงานกับชั้นหนังกำพร้า
    • ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว ลดริ้วรอย, จุดด่างดำ, กระเนื้อ, รอยแผลเป็นจากสิว
    • ผลลัพธ์ดีมากในการฟื้นฟูผิวชั้นบน
  3. Ultra Mode:
    • ฟื้นฟูผิวลึกถึง mid dermis โดยใช้เทคโนโลยี 3DIntelliPulse
    • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ช่วยเติมเต็มริ้วรอยลึกและรักษารอยแผล
ultraclear 6 โหมด
  1. UltraClear Mode:

    • ผสมผสาน Clear+ Mode และ Ultra Mode เพื่อผลลัพธ์สูงสุด

    • ให้ผิวที่เรียบเนียน กระชับ กระจ่างใส และอ่อนเยาว์ขึ้น

  2. Laser-Coring Mode:

    • โหมดขั้นสูงสำหรับการรักษาริ้วรอยร่องลึกและรอยแผลเป็นลึก

    • ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ขึ้น

  3. Surgical Mode:

    • เป็นโหมดการศัลยกรรมโดยใช้หุ่นยนต์ เช่น การผ่าตัดตกแต่งเปลือกตา

    • ให้ผลลัพธ์ทันทีหลังทำ

แต่ละโหมดมีความเฉพาะตัวในการรักษา และสามารถเลือกใช้งานตามความต้องการของผู้เข้ารับบริการเพื่อแก้ปัญหาผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

 

โปรแกรม ultraclear

ข้อดีของผิวหน้าในการทำ UltraClear มีดังนี้:

  1. UltraClear ลดอายุใบหน้า: เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกหลังการทำ

  2. UltraClear ลดริ้วรอยและจุดด่างดำ: ช่วยลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  3. UltraClear ยกกระชับใบหน้าและผิวหน้า: ช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับขึ้น

  4. UltraClear รักษารอยแผลเป็น: ช่วยฟื้นฟูรอยแผลเป็นให้ดีขึ้น

  5. UltraClear ปรับสีผิว: แก้ไขความหมองคล้ำและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

  6. UltraClear ปรับปรุงผิวหยาบกร้าน: ช่วยทำให้ผิวหยาบกร้านกลับมานุ่มนวลขึ้น

  7. UltraClear กำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว: ส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวที่หมดอายุ

  8. UltraClear สร้างเซลล์ใหม่: กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ตามธรรมชาติ

  9. UltraClear ฟื้นฟูผิวเรียบเนียนและเปล่งปลั่ง: ทำให้ผิวดูสุขภาพดีและอ่อนเยาว์

  10. UltraClear ผิวภาพรวมอ่อนเยาว์ขึ้น: ช่วยให้ผิวดูสดใสและอ่อนเยาว์กว่าเดิม

  11. UltraClear รักษาร่วมกับเครื่องอื่นได้: ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตรายเมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น

  12. UltraClear เหมาะกับทุกสีผิว: สามารถทำได้กับทุกโทนสีผิว

  13. UltraClear ระยะเวลาในการทำไม่นาน: การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นาน

  14. UltraClear เวลาพักฟื้นน้อย: สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

  15. UltraClear เครื่องเดียวแก้ปัญหาหลากหลาย: ใช้เพียงเครื่องเดียวในการแก้ไขปัญหาผิวหลายประเภท

UltraClear จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลและปรับปรุงสภาพผิวอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูง

ใครเหมาะกับการทำ UltraClear:

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าและลำคอ

  2. ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

  3. ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยและร่องลึก

  4. ผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอยด่างดำ

  5. ผู้ที่ต้องการรักษารอยแผลเป็น

  6. ผู้ที่ต้องการรักษารอยแผลเป็นจากสิว

  7. ผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดีขึ้น

ใครไม่เหมาะกับการทำ UltraClear:

  1. สตรีมีครรภ์

  2. สตรีที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร

หากมีโรคประจำตัวหรือมีการฝังอุปกรณ์โลหะในร่างกาย ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยในการรักษา



แต่ละช่วงอายุ ultraclear

การเลือกโหมดเลเซอร์โปรแกรม Ultraclear ให้เหมาะกับช่วงอายุและปัญหาผิว

การเลือกใช้โหมดของ UltraClear Laser ไม่ได้มีแค่ตามชนิดของปัญหาผิวเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับให้เหมาะกับ ช่วงอายุ ของแต่ละบุคคลได้อีกด้วย เพราะสภาพผิวและความต้องการของผิวในแต่ละวัยย่อมแตกต่างกัน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละท่าน

กลุ่มวัย 30 ปลาย ๆ ถึงวัย 65+

ในช่วงอายุตั้งแต่ประมาณ 35 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ UltraClear Laser โหมด Coring มักถูกเลือกใช้เป็นหลัก เพราะสามารถช่วยในเรื่องการตัดผิวบางส่วนเพื่อให้เกิดการยกกระชับผิวตามธรรมชาติ (skin tightening) ซึ่งให้ผลคล้ายการ “ดึงหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด”
แต่การทำ Coring เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ร่วมกับโหมด Ultra และ Clear เพื่อฟื้นฟูผิวในระดับลึก – ละเอียด เช่น ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เติมเต็มริ้วรอย หรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากผิวชั้นใน

กลุ่มวัย 20 –  30 ต้น

แม้ว่าในวัยหนุ่มสาวจะยังไม่มีปัญหาริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยมากนัก แต่ก็มีโอกาสเจอปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่นรอยสิวหรือหลุมสิวลึกแผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือการอักเสบสีผิวไม่สม่ำเสมอจากแดดหรือการใช้สกินแคร์บางชนิดในกรณีนี้ UltraClear Laser ก็สามารถช่วยได้โดยเลือกใช้โหมด
Ultra หรือ Clear ตามลักษณะของปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องใช้โหมด Coring

ผลลัพธ์จากการศึกษา: UltraClear ได้รับการรับรองจากงานวิจัย

จากผลการศึกษาล่าสุดในปี 2024 ที่ตีพิมพ์โดย Murray และคณะ พบว่าเลเซอร์ชนิด Fiber laser ความยาวคลื่น 2910 nm ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน UltraClear
มีประสิทธิภาพสูงในการฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพจากแสงแดด, วัยที่เพิ่มขึ้น, ริ้วรอยลึก และรอยแผลเป็น

ผลการทดลองที่น่าสนใจ:

  • คะแนนเฉลี่ยจากแบบประเมิน Global Aesthetic Improvement Scale (GAIS) หลังทำครบ 3 ครั้ง อยู่ที่ 3.8 ซึ่งอยู่ในระดับ “เห็นผลชัดเจนมาก”

  • ระยะเวลาพักฟื้นเฉลี่ยเพียง 5–7 วัน เร็วกว่าการฟื้นตัวของเลเซอร์ชนิด Ablative แบบดั้งเดิม

  • ผู้เข้ารับการรักษา กว่า 86.7% แสดงความพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้

ดึงหน้า ultraclear
ultraclear before after

ขั้นตอนการทำ UltraClear Laser แบบเข้าใจง่าย

1.เตรียมผิวให้พร้อมก่อนทำ UltraClear

  • หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA, BHA หรือ Retinol อย่างน้อย 3–5 วันล่วงหน้า

  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และงดกิจกรรมกลางแจ้งที่ทำให้ผิวต้องเผชิญแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 3 วัน

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวติดเชื้อรุนแรง เช่น เริม หรือสิวอักเสบรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเลเซอร์

2. ขั้นตอนการทำเลเซอร์ UltraClear

  • ล้างหน้าให้สะอาด: เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับเลเซอร์

  • แปะยาชา: ทายาชาบริเวณใบหน้า ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บในระหว่างทำ

  • ประเมินระดับความเจ็บ: หากกังวลเรื่องความเจ็บ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีลดปวดเพิ่มเติมที่เหมาะสมเฉพาะราย

  • เช็ดยาชาและทำความสะอาดผิวอีกครั้ง: ก่อนเริ่มทำเลเซอร์ จะมีการเช็ดยาชาและใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดใบหน้าอีกครั้ง

  • เริ่มเลเซอร์: ยิงเลเซอร์ทั่วทั้งใบหน้า โดยแพทย์จะเลือกใช้โหมดต่าง ๆ (Coring, Ultra และ Clear) ตามสภาพผิวและปัญหาเฉพาะบุคคล

  • ใช้เวลาประมาณ: 30 นาที (โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับผิวแต่ละคน)

  • หลังทำทันที: แพทย์จะช่วยลดอาการแสบร้อนโดยการทาชาลดการระคายเคือง และประคบเย็นประมาณ 30 นาที

ultraclear ดึงคอ
แผลเป็น ultraclear

ขั้นตอนการทำ UltraClear Laser แบบเข้าใจง่าย

3. การดูแลหลังทำ UltraClear

 ช่วง 24 ชั่วโมงแรก:

  • อาจมีเลือดซึมเล็กน้อยจากบริเวณที่เลเซอร์ตัดผิว แต่โดยทั่วไปจะไม่มีอาการปวด

  • ให้ใช้สำลีก้านปลอดเชื้อซับเลือดเบา ๆ หากมีซึมออกในช่วง 3–12 ชั่วโมงแรก

  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้า ใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดแทน

  • ทายาฆ่าเชื้อและยาที่ได้รับจากคลินิกทุก 4–6 ชั่วโมง รักษาความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเด็ดขาด

วันที่ 2–3 (24–72 ชั่วโมงหลังทำ):

  • เริ่มล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าได้ แต่ยังงดใช้โฟมหรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีฟอง

  • ทายาเหมือนเดิมเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและฟื้นฟูได้ดี

  • ยังไม่ควรทาครีมกันแดด

วันที่ 3–7:

  • ล้างหน้าได้ตามปกติ ด้วยโฟมหรือสบู่อ่อนโยน

  • ผิวอาจเริ่มลอกเป็นขุยเล็กน้อย อย่าขัดหรือแกะผิว

  • อาจมีการอักเสบของรูขุมขนเล็กน้อยในบางราย แต่สามารถดูแลได้ด้วยยาจากคลินิก

  • ผิวเริ่มดีขึ้น แดงน้อยลง ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 7–14:

  • ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น เห็นความแตกต่างชัดเจน

  • สามารถกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตามปกติ รวมถึงครีมกันแดดได้แล้ว

  • ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ แต่ควรใส่ใจเรื่องการปกป้องผิวจากแสงแดดต่อไป

หลังการทำ ultraclear
Q&A ultraclear

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โปรแกรม UltraClear Laser

1. Ultraclear เจ็บไหม?

การทำ UltraClear อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อย แต่แพทย์จะใช้ยาชาแบบทา และอาจใช้เทคนิคลดเจ็บร่วมด้วย ทำให้ระดับความรู้สึกเจ็บขณะทำอยู่ที่ประมาณ 0–2 จาก 10 ถือว่าทนได้สบาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

2. ทำ Ultraclear ครั้งเดียวพอไหม หรือควรทำกี่ครั้ง?

โดยทั่วไป ทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผลชัดเจนแล้ว แต่ในบางกรณี เช่น ผิวมีปัญหามาก หรือผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจทำซ้ำ 2–3 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่าง 3–6 เดือน แพทย์จะเป็นผู้แนะนำตามความเหมาะสม

3. ผลลัพธ์ Ultraclear เห็นเมื่อไหร่?

หลังทำทันทีจะเริ่มเห็นผลประมาณ 20% จากการที่ผิวหดตัว และผลลัพธ์จะชัดที่สุดในช่วง 3–6 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่วนผลในด้านผิวเรียบเนียนจะเริ่มสังเกตได้ใน 7–14 วันหลังทำ

4. ผลลัพธ์ Ultraclear อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลของการทำ UltraClear ถือว่าอยู่ได้ยาวนาน เพราะเป็นการเอาผิวเก่าออกถาวร โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้อย่างน้อย 1–2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ การใช้ชีวิต และการดูแลผิวในระยะยาว

5. หลังทำ Ultraclear แต่งหน้าได้เมื่อไหร่?

แนะนำให้เว้นการแต่งหน้าอย่างน้อย 72 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ผิวฟื้นตัวอย่างเต็มที่ หากจำเป็นสามารถแต่งได้หลังจากนั้น แต่หากรอได้ ควรเว้นจนถึงวันที่ 7 จะดีที่สุด

6. Ultraclear เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย รูขุมขนกว้าง หรือผิวไม่กระชับ และต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยไม่ผ่าตัด

7. ใครที่ไม่ควรทำ Ultraclear?

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

  • ผู้มีแผลเปิดหรือการติดเชื้อที่ผิว เช่น เริม สิวอักเสบ

  • ผู้มีผื่นหรือโรคผิวหนังอักเสบ

  • ผู้ที่มีโรคที่กระทบต่อการหายของแผล เช่น SLE, Scleroderma

  • ผู้ที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน ควรเว้น 4–6 สัปดาห์ก่อนทำ

8. ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนทำ Ultraclear?

ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว เช่น กรดวิตามิน A หรือ AHA ก่อนทำ 3–5 วัน และแจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา หรือเคยทำหัตถการอื่นมาก่อน

Filler โปรแกรมเติมเต็มปรับรูปหน้า เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร?

 ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด Hyaluronic Acid หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า HA ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ใช้ทดแทนส่วนสำคัญของโครงสร้างผิว คอลลาเจนและไฮยาลูรอน ที่ร่างกายจะสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น

ผิวหนังของคนเรามีใยคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นและเต่งตึง การที่เส้นใยเหล่านี้ลดลง จะทำให้ผิวบาง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย

เมื่อฉีด Hyaluronic Acid เข้าไปบริเวณที่เป็นร่องริ้วรอย เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม จะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวเต่งตึงขึ้น การฉีดฟิลเลอร์จึงสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาริ้วรอยต่าง ๆ อย่างได้ผล

ฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า โดยใช้สารเติมเต็มอย่าง Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย การฉีดสารนี้จะช่วยทดแทนปริมาตรผิวที่สูญเสียไปตามวัย ทำให้ผิวดูเต็มขึ้น และรูปหน้าแลดูอ่อนเยาว์

นอกจากช่วยให้ใบหน้าเรียบเนียนและเต่งตึงขึ้นแล้ว ฟิลเลอร์ยังสามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ใต้ผิว ช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง และยังมีส่วนช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ในอนาคตอีกด้วย

ฟิลเลอร์ทำงานอย่างไร?

  1. เติมเต็มพื้นที่ที่ขาดหาย
    เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปใต้ผิว สาร HA จะเข้าไปเติมเต็มในบริเวณที่มีปัญหา เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา ขมับตอบ หรือคาง ทำให้ผิวดูเรียบตึงและเต่งขึ้นทันที
  2. ช่วยอุ้มน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
    Hyaluronic Acid มีคุณสมบัติในการดูดซับและกักเก็บน้ำได้ดี จึงช่วยให้บริเวณที่ฉีดดูอิ่มฟู และชุ่มชื้นจากภายใน
  3. กระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว (บางรุ่น)
    ฟิลเลอร์บางประเภทสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวได้ ช่วยให้ผิวแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แม้หลังจากที่ฟิลเลอร์สลายตัวไปแล้ว
  4. เห็นผลทันทีหลังฉีด
    จุดเด่นของฟิลเลอร์คือสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังฉีด และค่อย ๆ เข้าที่ใน 3–7 วัน โดยไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น

ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง? รวม 5 จุดยอดฮิต พร้อมปริมาณแนะนำ (กี่ CC ถึงเห็นผล)

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องบนใบหน้าได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร่องลึก ใต้ตาคล้ำ ปากบาง หรือคางสั้น แต่ละตำแหน่งจะมีการใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่ต่างกันไป แล้วแต่ปัญหาและโครงสร้างหน้าเดิมของแต่ละคน

มาดูกันว่า “ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง?” และแต่ละจุด ควรใช้ประมาณกี่ซีซี (CC) เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและปลอดภัย

1.การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม (Nasolabial Fold)

  • ปัญหาที่แก้ได้: ร่องลึกระหว่างจมูกถึงมุมปาก
  • ปริมาณที่แนะนำ: 1 – 2 CC (ขึ้นอยู่กับความลึกของร่อง)
  • ช่วยลดความเหนื่อยล้าบนใบหน้า ทำให้ดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด

2.การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา (Tear Trough)

  • ปัญหาที่แก้ได้: ใต้ตาลึก ขอบตาดำ ถุงใต้ตาเล็กน้อย

  • ปริมาณที่แนะนำ: 0.5 – 1 CC / ข้าง

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ดูโทรมตลอดเวลาแม้นอนพอ ช่วยให้หน้าดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

3.การฉีดฟิลเลอร์ขมับ (Temple Filler)

  • ปัญหาที่แก้ได้: ขมับตอบ หน้าดูแก่หรือโทรม

  • ปริมาณที่แนะนำ: 1 – 2 CC / ข้าง

  • เติมขมับให้เต็ม หน้าดูละมุนและอ่อนเยาว์ขึ้นทันที

4.การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก (Forehead Filler)

  • ปัญหาที่แก้ได้: หน้าผากแบน ไม่โหนกนูน

  • ปริมาณที่แนะนำ: 2 – 4 CC (แล้วแต่ขนาดหน้าผาก)

  • ทำให้หน้าดูละมุนขึ้น รูปหน้าโดยรวมดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น

5.การฉีดฟิลเลอร์ปาก (Lip Filler)

  • ปัญหาที่แก้ได้: ปากบาง ปากแห้ง มีริ้วรอยขอบปาก

  • ปริมาณที่แนะนำ: 1 CC ก็เห็นผลได้ชัดเจน

  • เติมฟิลเลอร์ปากช่วยให้ปากดูอวบอิ่ม ชัดรูป และช่วยให้ริมฝีปากดูชุ่มชื้น ไม่แห้งลอกง่าย

วิธีเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

  • งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาละลายลิ่มเลือด และวิตามิน ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่อาจส่งผลให้บวมง่าย ช้ำง่าย
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนฉีดฟิลเลอร์ 24 ชั่วโมง
  • หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ
  • งดทายาผลัดเซลล์ผิวบริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์
  • งดการทำเลเซอร์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • หากมีผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อ ในบริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์แนะนำปรึกษาแพทย์ก่อน

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการความงาม เนื่องจากช่วยปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย และเติมเต็มร่องลึกให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น หากคุณกำลังพิจารณาว่าจะฉีดฟิลเลอร์ดีไหม มาดูขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบกันก่อนค่ะ

1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ก่อนเริ่มทำหัตถการ แพทย์จะประเมินปัญหาและความต้องการของคนไข้ เช่น ร่องแก้มลึก หน้าตอบ ขมับยุบ หรือใต้ตาหมองคล้ำ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

2. เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์และปริมาณที่ใช้

แพทย์จะแนะนำยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เหมาะกับตำแหน่งที่ฉีด พร้อมกำหนดปริมาณ (เป็น cc) ให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

3. ทำความสะอาดผิวหน้า

ก่อนฉีดจะมีการเช็ดทำความสะอาดใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องฉีด หากมีการแต่งหน้า จะต้องลบเครื่องสำอางออกทั้งหมดบริเวณนั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

4. ตรวจสอบฟิลเลอร์ก่อนใช้

แพทย์จะเปิดกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้และได้มาตรฐาน โดยสามารถสแกน QR Code หรือเช็คเลขล็อตผ่านเว็บไซต์ของผู้ผลิตได้ทันที

5. เตรียมผิวก่อนฉีด

มีการประคบน้ำแข็งหรือแปะยาชาบางกรณี เพื่อลดความรู้สึกเจ็บตอนฉีด ซึ่งฟิลเลอร์ส่วนใหญ่จะมียาชาผสมอยู่แล้วในเนื้อสาร ช่วยให้รู้สึกสบายขณะทำหัตถการ

6. ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

แพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ลงในชั้นผิวอย่างแม่นยำ ใช้เทคนิคเฉพาะบุคคลเพื่อให้ได้รูปหน้าและผลลัพธ์ที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 15–30 นาที ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด

วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์

  • ดื่มน้ำเยอะๆ
  • ประคบเย็น ลดอาการบวม
  • ไม่ควรกด นวดในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
  • เลี่ยงการโดนความร้อน
  • งดแอลกอฮอล์ ของหมักดองประมาณ 1 สัปดาห์

รีวิว ฉีดฟิลเลอร์ Before&After

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ (Filler FAQ)

  • ฟิลเลอร์คืออะไร?

ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อเติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า และเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าดูเต่งตึง โดยทั่วไปจะใช้ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายได้เอง

  • ฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยเฉลี่ย ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ตำแหน่งที่ฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด เช่น หลีกเลี่ยงความร้อน ดื่มน้ำมาก ๆ และไม่สูบบุหรี่

  • ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง?

สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้หลายจุด เช่น:ใต้ตา,ร่องแก้ม,คาง,หน้าผาก,ปาก,จมูก,ขมับ,แก้มตอบ
ขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการปรับรูปหน้าในแต่ละบุคคล

  • ฉีดฟิลเลอร์ใช้กี่ CC ถึงจะเห็นผล?

ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและระดับปัญหา เช่น: ใต้ตา: 0.5–1 CC,ร่องแก้ม: 1–2 CC,คาง: 1–2 CC,ปาก: 1 CC ก็เห็นผลชัด
การประเมินควรให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินเพื่อความปลอดภัย

  • ฟิลเลอร์ปลอดภัยไหม? มีผลข้างเคียงหรือเปล่า?

หากใช้ ฟิลเลอร์แท้ จากแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง จะมีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น บวม แดง หรือช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายภายในไม่กี่วัน
หากเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนแข็ง หรือฟิลเลอร์ไหล สามารถฉีดสลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ ดูแลตัวเองยังไง?

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น:หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรง ๆ   งดออกกำลังกายหนัก 1–3 วัน   ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและอยู่ได้นาน
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ความร้อน หรือการทำเลเซอร์ในช่วง 1 สัปดาห์แรก

  • ฟิลเลอร์แท้ดูยังไง?

มีฉลากภาษาไทย / เลข อย. ชัดเจน   มี QR Code หรือ serial number ให้สแกนตรวจสอบ   แพทย์ต้องแกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้าเท่านั้น
ถ้าเจอฟิลเลอร์ราคาถูกผิดปกติ ควรระวังว่าอาจเป็นของปลอม

  • ฟิลเลอร์กับโบท็อกซ์ต่างกันยังไง?

ฟิลเลอร์: ใช้เติมเต็มจุดที่ยุบ เช่น ร่องลึก คาง ใต้ตา
โบท็อกซ์: ใช้ลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ เช่น หน้าผาก หางตา หรือกราม
ในหลายเคสแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ร่วมกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์ครบทุกมิติ

เติมเต็มให้มั่นใจ 🥰 ด้วยโปรแกรมฟิลเลอร์ที่ KTC clinic

👨‍⚕️หัตถการโดย นายแพทย์ กัมพล โซ่เจริญธรรม

ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ด้านการใช้โปรแกรมฟิลเลอร์

เพื่อปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างใบหน้าให้สมดุลโดยการออกแบบเฉพาะบุคคล

  • Dermatology, school of medicine Boston University, Massachusetts, USA
  • American Board of Laser Surgery, Boston
  • Fellowship in Cutaneous Cosmetic Surgery, University of Miami, USA

แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้าที่มีประสบการณ์กว่า20ปี และ Advisory board ของบริษัทฟิลเลอร์ชั้นนำหลายแห่ง

  • Dermatologist, Yanhee International Hospital, Bkk, Thailand
  • Head of Dermatology Department Yanhee International Hospital, Bkk, Thailand
  • International Residency Training in Dermatology Department of Dermatology, Boston Medical Center, Massachusetts,USA
  • Fellowship in Cutaneous Surgery and Cosmetic Dermatology, University of Miami, Miller School of Medicine Department of Dermatology
ราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 18,000 บาทเลือกเติมเต็มได้ทุกบริเวณ
  • ขมับ
  • หน้าผาก
  • ร่องแก้ม
  • ปาก
  • ใต้ตา
  • คาง

ลูกค้า KTC Clinic สามารเลือกแบรนด์ชั้นนำได้ตามงบ เปิดตรวจสอบ และนำกล่องกลับบ้านได้

เพื่อปรึกษาข้อมูลหรือวางแผนการทำหัตถการเพิ่มเติม

Line@: @filler

 

มีที่จอดรถทุกสาขา

  •  สาขา Emsphere(BTS พร้อมพงษ์) EM Tower ชั้น 7

เบอร์ติดต่อ : 099-739-7828

  • สาขา สีลม (BTSศาลาแดง/MRTสีลม) Silom Edge ชั้น3 (ขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้น 2 ทางเชื่อม BTS ) จอดรถฟรี 6 ชั่วโมง เบอร์ติดต่อ : 062-742-2636