ฟิลเลอร์ (Filler) คือ สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด Hyaluronic Acid หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า HA ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ใช้ทดแทนส่วนสำคัญของโครงสร้างผิว คอลลาเจนและไฮยาลูรอน ที่ร่างกายจะสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น
ผิวหนังของคนเรามีใยคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นและเต่งตึง การที่เส้นใยเหล่านี้ลดลง จะทำให้ผิวบาง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย
เมื่อฉีด Hyaluronic Acid เข้าไปบริเวณที่เป็นร่องริ้วรอย เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม จะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวเต่งตึงขึ้น การฉีดฟิลเลอร์จึงสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาริ้วรอยต่าง ๆ อย่างได้ผล
การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า โดยใช้สารเติมเต็มอย่าง Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย การฉีดสารนี้จะช่วยทดแทนปริมาตรผิวที่สูญเสียไปตามวัย ทำให้ผิวดูเต็มขึ้น และรูปหน้าแลดูอ่อนเยาว์
นอกจากช่วยให้ใบหน้าเรียบเนียนและเต่งตึงขึ้นแล้ว ฟิลเลอร์ยังสามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ใต้ผิว ช่วยให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง และยังมีส่วนช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ในอนาคตอีกด้วย
การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องบนใบหน้าได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร่องลึก ใต้ตาคล้ำ ปากบาง หรือคางสั้น แต่ละตำแหน่งจะมีการใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่ต่างกันไป แล้วแต่ปัญหาและโครงสร้างหน้าเดิมของแต่ละคน
มาดูกันว่า “ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง?” และแต่ละจุด ควรใช้ประมาณกี่ซีซี (CC) เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและปลอดภัย
ปัญหาที่แก้ได้: ใต้ตาลึก ขอบตาดำ ถุงใต้ตาเล็กน้อย
ปริมาณที่แนะนำ: 0.5 – 1 CC / ข้าง
เหมาะสำหรับผู้ที่ดูโทรมตลอดเวลาแม้นอนพอ ช่วยให้หน้าดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ปัญหาที่แก้ได้: ขมับตอบ หน้าดูแก่หรือโทรม
ปริมาณที่แนะนำ: 1 – 2 CC / ข้าง
เติมขมับให้เต็ม หน้าดูละมุนและอ่อนเยาว์ขึ้นทันที
ปัญหาที่แก้ได้: หน้าผากแบน ไม่โหนกนูน
ปริมาณที่แนะนำ: 2 – 4 CC (แล้วแต่ขนาดหน้าผาก)
ทำให้หน้าดูละมุนขึ้น รูปหน้าโดยรวมดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น
ปัญหาที่แก้ได้: ปากบาง ปากแห้ง มีริ้วรอยขอบปาก
ปริมาณที่แนะนำ: 1 CC ก็เห็นผลได้ชัดเจน
เติมฟิลเลอร์ปากช่วยให้ปากดูอวบอิ่ม ชัดรูป และช่วยให้ริมฝีปากดูชุ่มชื้น ไม่แห้งลอกง่าย
ใต้ตา (6 – 12 เดือน): บริเวณนี้ผิวค่อนข้างบาง แพทย์มักเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อละเอียดหรือเนื้อนิ่มเพื่อไม่ให้เป็นก้อน จึงทำให้สลายตัวเร็วกว่าจุดอื่นเล็กน้อย
คาง / กรอบหน้า (12 – 24 เดือน): จุดนี้ต้องการการตั้งทรงและยกพยุงสูง แพทย์จะใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งพิเศษ (เช่น Juvederm Volux หรือ Restylane Lyft) ซึ่งมีโมเลกุลขนาดใหญ่และหนาแน่น ทำให้ละลายช้าและอยู่ได้นานที่สุด
ขมับ / หน้าผาก (12 – 18 เดือน): มักฉีดในชั้นลึกชิดกระดูกเพื่อเติมเต็มส่วนที่ยุบตัว ใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งปานกลางถึงเนื้อแข็ง ทำให้คงรูปอยู่ได้ยาวนาน
ร่องแก้ม / ร่องมุมปาก (12 – 18 เดือน): แม้จะเป็นจุดที่มีการขยับจากการพูดหรือยิ้มตลอดเวลา แต่ปัจจุบันมีการใช้ฟิลเลอร์เทคโนโลยีใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูง (เช่น Restylane Defyne หรือ Juvederm Volift) ช่วยให้ทนต่อการขยับและอยู่ได้เกิน 1 ปี
ริมฝีปาก (6 – 12 เดือน): ปากเป็นจุดที่ขยับบ่อยที่สุด ทั้งการพูด ทานอาหาร และมีความร้อนเข้ามากระทบ บ่อยครั้งที่ฟิลเลอร์สลายตัวค่อนข้างไว (ประมาณ 6-12 เดือน) แต่ถ้าใช้รุ่นเฉพาะอย่าง Restylane Kysse จะช่วยให้อยู่ได้นานขึ้นใกล้เคียง 12 เดือนครับ
ความร้อนและอุณหภูมิ: ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด ฟิลเลอร์ยังเซ็ตตัวไม่เต็มที่ หากโดนความร้อนโดยตรง เช่น การอบซาวน่า, การสตรีมหน้า, การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด หรือการทำเลเซอร์ยกกระชับร้อน ๆ จะกระตุ้นให้ฟิลเลอร์สลายตัวไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การดื่มน้ำ: ฟิลเลอร์ประเภท HA (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีมาก การดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตรอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ฟิลเลอร์อิ่มฟู ตั้งทรงสวย และยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น
ระบบเผาผลาญของร่างกาย (Metabolism): คนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ หรือคาร์ดิโอเป็นประจำ ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงและเผาผลาญไว ซึ่งอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วกว่าคนปกติเล็กน้อยครับ
เพราะความสวยที่เป็นธรรมชาติ ต้องเริ่มต้นจากการเลือกนวัตกรรมฟิลเลอร์ที่ตอบโจทย์โครงสร้างผิวของคุณได้อย่างแม่นยำ
KTC Clinic Standard: ฟิลเลอร์ทุกแบรนด์ที่นำมาให้บริการ ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ไทย (TH.FDA) และ US.FDA สหรัฐอเมริกา คนไข้สามารถทำการแกะกล่อง ตรวจสอบและสแกนเช็คหน้ากล่องร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนฉีดได้ทุกเคส มั่นใจในความปลอดภัย 100%
ฟิลเลอร์ระดับตำนาน มีรุ่นให้เลือกหลากหลาย เป็นธรรมชาติที่สุด (ได้รับความนิยมยาวนานกว่า 25 ปี)
โดดเด่นด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตเจลถึง 2 รูปแบบ คือ NASHA Technology (เจลคงตัวสูง ปั้นทรงชัด ไม่ฟู) และ OBT Technology (เจลยืดหยุ่นสูงพิเศษ กลืนไปกับกล้ามเนื้อเวลาร้องไห้หรือยิ้ม) โดยมี 8 รุ่นยอดนิยมที่ผ่าน อย. ไทย ดังนี้:
Restylane Classic: สูตรดั้งเดิม เนื้อแข็งปานกลาง อนุภาคใหญ่ เหมาะสำหรับเติมเต็มริ้วรอยระดับปานกลางถึงลึก
Restylane KYSSE: ออกแบบเพื่อริมฝีปากโดยเฉพาะ เนื้อละเอียด ยืดหยุ่นดี ปากนุ่มชุ่มชื้น อมชมพู ไม่เป็นก้อนแข็ง
Restylane Lyft: เนื้อแข็ง ไม่ฟู คงรูปได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับการฉีดเพื่อยกพยุงชั้นผิวลึกบริเวณคางและขมับ
Restylane Vital Light: เนื้ออนุภาคเล็ก ละเอียด และบางเบา เหมาะกับการเก็บรายละเอียดผิวชั้นตื้นและแก้ปัญหาใต้ตา
Restylane Volyme: เนื้อนิ่ม อิ่มฟูสูง เหมาะสำหรับการเติมเต็มชั้นผิวที่ตอบหรือทรุดตัว เช่น แก้มตอบ ขมับ และร่องแก้ม
Restylane Refyne: เนื้อแข็งปานกลาง ยืดหยุ่นเป็นธรรมชาติ มีส่วนผสมของยาชา เหมาะกับคนผิวบางและริ้วรอยตื้น ๆ
Restylane Defyne: เนื้อยืดหยุ่นสูงเป็นพิเศษ รองรับการขยับได้ดีเยี่ยม เหมาะกับร่องริ้วรอยจากการยิ้ม เช่น ร่องแก้มและมุมปาก
Restylane Vital: เนื้อละเอียดเกลี่ยง่าย กระจายตัวดี ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น เหมาะสำหรับเติมหน้าผากและริ้วรอยตื้น
ฟิลเลอร์เนื้อเนียน พรีเมียม อัตราการบวมน้ำต่ำ และอยู่ได้นาน (เทคโนโลยีลิขสิทธิ์ Vycross & Hylacross)
ผลิตโดยบริษัทระดับโลก Allergan โดดเด่นอย่างมากเรื่องเนื้อเจลที่กลมกลืนเนียนเรียบเป็นเนื้อเดียวกัน (Homogeneous) ไม่เป็นก้อน และให้ผลลัพธ์ที่คงทนยาวนาน อุ้มน้ำได้ดีโดยไม่ทำให้ใบหน้าดูบวมหนา มี 7 รุ่นยอดนิยมที่ผ่าน อย. ไทย:
Juvederm Voluma: เนื้อมีวอลลุ่มฟูระดับปานกลาง มีความยืดหยุ่นสูง ปั้นขึ้นรูปง่ายและคงตัวดี เหมาะกับร่องแก้ม แก้มตอบ คาง และขมับ
Juvederm Volift: เนื้อนิ่มปานกลาง ละเอียด เติมความชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนผิวบาง บริเวณร่องแก้ม และใต้ตา
Juvederm Volbella: รุ่นที่เนื้อนิ่มที่สุดของแบรนด์ โมเลกุลเล็กละเอียดเป็นพิเศษ ไม่จับตัวเป็นก้อน ให้ผลลัพธ์ที่เนียนละมุนขั้นสุด
Juvederm Volite: เนื้อเนียนบางเบา เน้นฉีดผิวชั้นตื้นเพื่อเติมความฉ่ำน้ำ ชุ่มชื้น รูขุมขนกระชับ และปรับสภาพผิวใต้ตาให้ดูเด็กลง
Juvederm Volux: เนื้อแข็ง โมเลกุลใหญ่ หนาแน่นและยืดหยุ่นสูงสุด ปั้นทรงได้คมกริบสวยงาม เหมาะสำหรับการฉีดชั้นลึก เช่น คาง ขมับ
Juvederm Ultra Plus XC: เนื้อนิ่มแต่ฟูมาก มีวอลลุ่มอุ้มน้ำสูง ทนต่อการขยับได้ดีเยี่ยม นิยมใช้เติมร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก หรือปากสายฝออวบอิ่ม
Juvederm Ultra XC: เนื้อเจลนิ่มละเอียด ผสารเข้ากับเนื้อเยื่อผิวได้เนียนสนิท ฉีดแล้วไม่สะดุด ดูเป็นธรรมชาติ นิยมนำมาใช้เติมเต็มเพื่อลดริ้วรอยลึก
ฟิลเลอร์ขวัญใจมหาชน คุ้มค่า ปั้นง่าย อิ่มฟูทันใจ (มาตรฐาน US.FDA & อย. ไทย)
ฟิลเลอร์สัญชาติเกาหลีที่มียอดฉีดเติมเต็มสูงที่สุดในปัจจุบัน โดดเด่นด้วยนวัตกรรม SHAPE Technology มีกระบวนการ Cross-linking ยึดเกาะโมเลกุลที่เสถียรและสลายช้า พร้อมทั้งกระบวนการทำให้บริสุทธิ์เพื่อลดสารตกค้าง จึงปลอดภัยและคุ้มราคา โดยรุ่นที่ผ่าน อย. ไทย มี 2 รุ่นหลัก:
Neuramis Deep Lidocaine (กล่องดำ): รุ่นยอดฮิตที่เข้าไทยเป็นรุ่นแรก เนื้อแน่นปานกลาง อิ่มฟูได้ดีมาก ขึ้นรูปจัดทรงง่าย มีส่วนผสมของยาชาช่วยลดความเจ็บขณะฉีด เหมาะสำหรับการเติมเต็มพื้นที่กว้างและจุดต่าง ๆ บนใบหน้า
Neuramis Volume Lidocaine (กล่องทอง): รุ่นที่เนื้อแน่นและมีความหนืดสูงสุดของแบรนด์ โครงสร้างเจลยืดหยุ่นตัวได้ดี คงตัวไม่ไหล ปั้นทรงได้อย่างสวยงามคมชัด ผสมยาชา เหมาะกับบริเวณร่องแก้ม แก้มส้ม แก้มตอบ และขมับ
หมายเหตุ: การเลือกแบรนด์และรุ่นของฟิลเลอร์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับชั้นผิว จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาราบรื่น สวยงามเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยสูงสุด ที่ KTC Clinic แพทย์จะทำการวิเคราะห์โครงสร้างปัญหาใบหน้าอย่างละเอียดแบบ Case-by-Case เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ
เพราะความปลอดภัยของคนไข้คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ KTC Clinic คุณสมบัติพื้นฐานของฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย คือต้องเป็นสารไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ที่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 100% และหากมีความจำเป็นต้องฉีดสลาย จะต้องสามารถสลายออกได้ทันทีโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
ก่อนเข้ารับการบริการฉีดฟิลเลอร์ทุกครั้ง แพทย์แนะนำให้คนไข้ร่วมตรวจสอบจุดสังเกตฟิลเลอร์แท้ของ 3 ยี่ห้อยอดนิยม เพื่อความมั่นใจสูงสุด ดังนี้ครับ
สภาพกล่องสมบูรณ์: ตัวกล่องฟิลเลอร์ต้องปิดสนิท ไม่ผ่านการแกะหรือเปิดใช้งานมาก่อน ตัวกล่องคงสภาพดี ไม่บุบ ฉลากคมชัด
เลขทะเบียน อย. ชัดเจน: มีเลขทะเบียนตำรับยาและเครื่องมือแพทย์จาก อย. ระบุไว้ข้างกล่องอย่างถูกต้อง
ฉลากภาษาไทย: มีฉลากภาษาไทยข้างกล่องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น รุ่นที่ผลิต วันที่ผลิต วันหมดอายุ และต้องระบุชื่อ บริษัท เมดิเซเลส จำกัด (Medyceles) เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย
เอกสารกำกับยา: เมื่อเปิดกล่องออก ภายในต้องมีเอกสารกำกับยาที่เป็นฉบับภาษาไทย
สแกน QR Code ตรวจสอบได้: มี QR Code อยู่ที่ข้างกล่อง สามารถใช้สมาร์ทโฟนสแกนเพื่อตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ ชื่อบริษัทผู้นำเข้า วันที่ผลิต และวันหมดอายุ ซึ่งข้อมูลระบบต้องตรงกับที่ระบุไว้บนกล่อง
สติ๊กเกอร์ Monogram ปิดฝากล่อง: กล่องต้องสมบูรณ์ ไม่ถูกแกะ และมีสติ๊กเกอร์ฟอยล์เรืองแสง (Monogram) ที่พิมพ์คำว่า VOID ปิดผนึกอยู่ที่ฝากล่องอย่างแน่นหนา โดยสติ๊กเกอร์นี้ต้องไม่มีรอยแกะหรือฉีกขาด
เลขทะเบียน อย. และฉลากไทย: มีเลขทะเบียน อย. ข้างกล่องชัดเจน พร้อมฉลากภาษาไทยระบุรายละเอียดการผลิต วันหมดอายุ และระบุชื่อ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำเข้า
เช็คเลข Lot ตรงกัน 2 จุด: เลข Lots ที่ทำการผลิตจะต้องตรงกันใน 2 ตำแหน่ง คือ เลข Lot ที่ระบุอยู่ข้างกล่อง และเลข Lot ที่สกรีนอยู่บนตัวหลอดฟิลเลอร์ด้านใน
เอกสารภายใน: มีเอกสารกำกับยาฉบับภาษาไทยบรรจุอยู่ภายในกล่อง
ระบบตรวจสอบดิจิทัล: สามารถใช้แอปพลิเคชัน Eztracker สแกน QR Code บนกล่องเพื่อตรวจสอบว่าเป็นยาแท้ที่นำเข้าอย่างถูกต้องได้ทันที
สายด่วนตรวจสอบ: คนไข้สามารถโทรเช็คข้อมูลผลิตภัณฑ์โดยตรงกับ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ได้ที่เบอร์ 02-023-1800 ต่อ 402
กล่องปิดสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์: กล่องบรรจุภัณฑ์ต้องไม่มีร่องรอยการแกะ ซีลฉลากคมชัด ตัวกล่องสมบูรณ์ไม่บุบสลาย
เลขทะเบียน อย. และรายละเอียดภาษาไทย: แสดงเลขทะเบียน อย. ข้างกล่องชัดเจน มีฉลากภาษาไทยบอกรุ่น วันผลิต และวันหมดอายุอย่างครบถ้วน
เช็คเลข Lot ตรงกัน 4 จุด: เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เลข Lot ของ Juvederm จะต้องตรงกันทั้งหมดใน 4 จุดสำคัญ ได้แก่:
เลข Lot ที่ระบุข้างกล่อง
เลข Lot ที่ระบุบนซองพลาสติกใสที่ซีลหลอดแก้วด้านใน
เลข Lot บนสติกเกอร์ (สำหรับแปะในประวัติคนไข้)
เลข Lot ที่สกรีนอยู่บนตัวหลอดฟิลเลอร์
เอกสารกำกับยา: บรรจุเอกสารคู่มือการใช้งานฉบับภาษาไทยไว้ภายในกล่อง
สายด่วนตรวจสอบ: สามารถโทรตรวจสอบเลข Lot ผลิตภัณฑ์รวมถึงเช็ครายชื่อคลินิกที่สั่งซื้ออย่างถูกต้องได้ที่ บริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-640-4999 ต่อ 1
ที่ KTC Clinic แพทย์ยึดมั่นในจริยธรรมแพทย์และความจริงใจต่อคนไข้เป็นอันดับหนึ่ง เราผสมผสานความเชี่ยวชาญในการดีไซน์รูปหน้า เข้ากับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แท้แกะกล่องต่อหน้าคนไข้ทุกเคส เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยอย่างที่สุด
ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการความงาม เนื่องจากช่วยปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย และเติมเต็มร่องลึกให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น หากคุณกำลังพิจารณาว่าจะฉีดฟิลเลอร์ดีไหม มาดูขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบกันก่อนค่ะ
1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ก่อนเริ่มทำหัตถการ แพทย์จะประเมินปัญหาและความต้องการของคนไข้ เช่น ร่องแก้มลึก หน้าตอบ ขมับยุบ หรือใต้ตาหมองคล้ำ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
2. เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์และปริมาณที่ใช้
แพทย์จะแนะนำยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เหมาะกับตำแหน่งที่ฉีด พร้อมกำหนดปริมาณ (เป็น cc) ให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
3. ทำความสะอาดผิวหน้า
ก่อนฉีดจะมีการเช็ดทำความสะอาดใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องฉีด หากมีการแต่งหน้า จะต้องลบเครื่องสำอางออกทั้งหมดบริเวณนั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
4. ตรวจสอบฟิลเลอร์ก่อนใช้
แพทย์จะเปิดกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า เพื่อยืนยันว่าเป็นของแท้และได้มาตรฐาน โดยสามารถสแกน QR Code หรือเช็คเลขล็อตผ่านเว็บไซต์ของผู้ผลิตได้ทันที
5. เตรียมผิวก่อนฉีด
มีการประคบน้ำแข็งหรือแปะยาชาบางกรณี เพื่อลดความรู้สึกเจ็บตอนฉีด ซึ่งฟิลเลอร์ส่วนใหญ่จะมียาชาผสมอยู่แล้วในเนื้อสาร ช่วยให้รู้สึกสบายขณะทำหัตถการ
6. ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์
แพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ลงในชั้นผิวอย่างแม่นยำ ใช้เทคนิคเฉพาะบุคคลเพื่อให้ได้รูปหน้าและผลลัพธ์ที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 15–30 นาที ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด
หลังจากฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้าเรียบร้อยแล้ว ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกคือช่วงที่เนื้อเจลกำลังเซ็ตตัวและผสานเข้ากับชั้นผิว แพทย์แนะนำให้ดูแลตัวเองตามแนวทางนี้ เพื่อให้ฟิลเลอร์เรียบเนียน ไม่เป็นก้อน และคงอยู่ได้นานที่สุดครับ
ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ (หัวใจสำคัญที่สุด): เนื่องจากฟิลเลอร์แท้กลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่ชอบน้ำมาก การดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตรในช่วง 2 สัปดาห์แรก จะช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูตัวเต็มที่ อิ่มน้ำ และดูเนียนเป็นธรรมชาติอย่างรวดเร็ว
ประคบเย็นอย่างเบามือ: หากมีอาการบวมตึงหรือรอยเขียวช้ำจากเข็ม สามารถประคบเย็นได้ใน 24-48 ชั่วโมงแรก โดยให้ประคบอย่างเบามือที่สุด เพื่อลดอาการบวมและช่วยให้หลอดเลือดหดตัวเร็วขึ้น (ห้ามกดกระแทกแรง ๆ)
นอนหงายและหนุนหมอนสูง: ในช่วง 2-3 คืนแรก แนะนำให้นอนหงายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบหน้าข้างที่ฉีดไปกดทับกับหมอน และการหนุนหมอนสูงเล็กน้อยจะช่วยลดอาการบวมเข็มให้ยุบตัวลงได้เร็วขึ้น
ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อเติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า และเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าดูเต่งตึง โดยทั่วไปจะใช้ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายได้เอง
โดยเฉลี่ย ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ตำแหน่งที่ฉีด และการดูแลตัวเองหลังฉีด เช่น หลีกเลี่ยงความร้อน ดื่มน้ำมาก ๆ และไม่สูบบุหรี่
สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้หลายจุด เช่น:ใต้ตา,ร่องแก้ม,คาง,หน้าผาก,ปาก,จมูก,ขมับ,แก้มตอบ
ขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการปรับรูปหน้าในแต่ละบุคคล
ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและระดับปัญหา เช่น: ใต้ตา: 0.5–1 CC,ร่องแก้ม: 1–2 CC,คาง: 1–2 CC,ปาก: 1 CC ก็เห็นผลชัด
การประเมินควรให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินเพื่อความปลอดภัย
หากใช้ ฟิลเลอร์แท้ จากแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง จะมีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น บวม แดง หรือช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายภายในไม่กี่วัน
หากเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนแข็ง หรือฟิลเลอร์ไหล สามารถฉีดสลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น:หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรง ๆ งดออกกำลังกายหนัก 1–3 วัน ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและอยู่ได้นาน
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ความร้อน หรือการทำเลเซอร์ในช่วง 1 สัปดาห์แรก
มีฉลากภาษาไทย / เลข อย. ชัดเจน มี QR Code หรือ serial number ให้สแกนตรวจสอบ แพทย์ต้องแกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้าเท่านั้น
ถ้าเจอฟิลเลอร์ราคาถูกผิดปกติ ควรระวังว่าอาจเป็นของปลอม
ฟิลเลอร์: ใช้เติมเต็มจุดที่ยุบ เช่น ร่องลึก คาง ใต้ตา
โบท็อกซ์: ใช้ลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ เช่น หน้าผาก หางตา หรือกราม
ในหลายเคสแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ร่วมกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์ครบทุกมิติ
👨⚕️หัตถการโดย นายแพทย์ กัมพล โซ่เจริญธรรม
ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ด้านการใช้โปรแกรมฟิลเลอร์
เพื่อปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างใบหน้าให้สมดุลโดยการออกแบบเฉพาะบุคคล
แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้าที่มีประสบการณ์กว่า20ปี และ Advisory board ของบริษัทฟิลเลอร์ชั้นนำหลายแห่ง
ลูกค้า KTC Clinic สามารเลือกแบรนด์ชั้นนำได้ตามงบ เปิดตรวจสอบ และนำกล่องกลับบ้านได้
สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ปลอดภัย ผลลัพธ์สวยเป๊ะ และดูเป็นธรรมชาติ KTC Clinic คือคำตอบที่คุณมั่นใจได้ เพราะเราใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของคุณ:
ดีไซน์รูปหน้าแบบ Case-by-Case: แพทย์ที่ KTC Clinic มีความเชี่ยวชาญสูง วิเคราะห์และออกแบบการฉีดฟิลเลอร์ให้เข้ากับมิติใบหน้าของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด ไม่ใช่การฉีดตามบล็อก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาละมุนและเป็นคุณในเวอร์ชันที่ดูดีที่สุด
มั่นใจ ยาแท้ 100% ตรวจสอบได้: เราใช้ฟิลเลอร์แบรนด์ระดับโลกที่ผ่าน อย. ไทย สั่งตรงจากบริษัทผู้นำเข้าอย่างถูกต้อง คนไข้สามารถเช็กเลข Lot. กล่อง และสแกนตรวจสอบก่อนฉีดได้ทุกเคส มั่นใจได้ว่าปลอดภัยและสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ตกค้าง
เทคนิคเฉพาะ “แผลเล็ก บวมน้อย ไม่เป็นก้อน”: ด้วยเทคนิคการฉีดในชั้นผิวที่ถูกต้องและแม่นยำของแพทย์ ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ หลังทำเสร็จจึงแทบไม่ต้องพักฟื้น หน้าไม่แข็งเป็นก้อน เรียบเนียนกลืนไปกับผิว
ดูแลและติดตามผลอย่างใกล้ชิด: เราไม่เพียงแค่ฉีดให้เสร็จไป แต่ KTC Clinic มีระบบ Follow-up ติดตามผลลัพธ์หลังทำอย่างใส่ใจ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้จะได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจที่สุด
การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คนไข้ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการเช็กราคา โปรโมชัน หรือยี่ห้อฟิลเลอร์ แต่ในความเป็นจริง “แพทย์ผู้ฉีด” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่สินค้าทั่วไป แต่เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์ขั้นสูงและศิลปะควบคู่กัน นี่คือ 4 เหตุผลสำคัญที่คุณจำเป็นต้องเลือกแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจครับ
ใต้ผิวหน้าของมนุษย์เต็มไปด้วยโครงสร้างเส้นประสาทและแขนงเส้นเลือดสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน รวมถึงเส้นเลือดหลักที่วิ่งตรงไปเลี้ยงดวงตา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: จะมีความแม่นยำในกายวิภาค รู้ตำแหน่งชั้นผิวที่ปลอดภัยอย่างลึกซึ้ง สามารถคำนวณทิศทางการเดินเข็มเพื่อหลบเลี่ยงเส้นเลือดหลัก และเลือกใช้เทคนิคเข็มทู่ (Blunt Cannula) ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในจุดที่มีความเสี่ยงสูง
ความเสี่ยงหากเลือกพลาด: หากแพทย์ไม่มีความชำนาญแล้วฉีดฟิลเลอร์พลาดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดหลัก จะส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือดจนเกิดภาวะเนื้อตาย หรือร้ายแรงที่สุดคือฟิลเลอร์วิ่งย้อนศรเข้าสู่เส้นเลือดตาจนตาบอดสนิท
ปัญหาหน้าบวมตึงจนผิดธรรมชาติ ใต้ตาดูตุ่ย ยิ้มแล้วแก้มขึ้นเป็นลำแข็ง หรือฟิลเลอร์ไหลย้อยจนหน้าเปลี่ยนรูป เกือบทั้งหมดเกิดจากเทคนิคการเลือกใช้และการวางสารเติมเต็มที่ผิดพลาด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: จะทำหน้าที่ประเมินและเลือกโมเลกุลฟิลเลอร์ (ความแข็ง-ความนิ่ม) ให้แมทช์กับชั้นผิวที่จะฉีดเสมือนการวางฐานรากตึก เช่น ใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งวางในชั้นลึกติดกระดูกเพื่อยกพยุงโครงหน้า และใช้เนื้อนิ่มวางในชั้นตื้นเพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย
ความเสี่ยงหากเลือกพลาด: หากฉีดฟิลเลอร์ผิดชั้นผิว เช่น นำเนื้อแข็งมาฉีดในผิวชั้นตื้น หน้าจะขึ้นเป็นก้อนทันที หรือหากแพทย์ประเมินโครงสร้างกระดูกไม่เป็นแล้วอัดปริมาณยามากเกินพอดี (Overfill) ผิวจะรับน้ำหนักไม่ไหวจนเกิดการไหลย้อยผิดรูปในอนาคต
โครงหน้าของคนเราไม่มีใครเท่ากัน 100% การฉีดฟิลเลอร์ที่ถูกต้องจึงไม่มีคำว่า “สูตรสำเร็จ” หรือการใช้บล็อกเดียวกันฉีดให้ทุกคน
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: จะทำหน้าที่เหมือน “นักประติมากรรม” ประเมินมิติใบหน้า สัดส่วนคาง หน้าแก้ม และร่องลึกแบบเคสต่อเคส โดยคำนึงถึงมิติของแสงและเงา (Light & Shadow) ทั้งในขณะหน้านิ่งและขณะเคลื่อนไหวขยับยิ้ม เพื่อเติมเต็มให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ละมุน โดยที่คนรอบข้างดูไม่ออกว่าไปทำอะไรมา
ความเสี่ยงหากเลือกพลาด: หากฉีดกับแพทย์ที่ขาดศิลปะในการดีไซน์ แม้จะใช้ฟิลเลอร์แท้ ผลลัพธ์ก็อาจทำให้ใบหน้าดูแปลกตา แข็งทื่อ ไร้มิติ หรือสัดส่วนบิดเบี้ยวจนขาดความสมดุล
ไม่มีหัตถการทางการแพทย์ใดบนโลกที่มีความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” แต่สิ่งที่แยกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพออกจากหมอกระเป๋าหรือแพทย์ที่ประสบการณ์น้อย คือความสามารถในการรับมือกับเหตุไม่คาดคิด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น เส้นเลือดถูกรบกวนจนผิวเริ่มเปลี่ยนสี (ซีดหรือคล้ำ) หรือคนไข้มีอาการปวดผิดปกติ แพทย์ที่ชำนาญจะวินิจฉัยอาการได้ทันทีตั้งแต่อยู่ในห้องรักษา และมีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ อุปกรณ์ รวมถึงมี ตัวยาสลายฟิลเลอร์แท้ (Hyaluronidase) สำรองไว้ในคลินิกตลอดเวลา เพื่อฉีดแก้ไขและกู้คืนผิวของคนไข้ให้กลับมาปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที
เพื่อปรึกษาข้อมูลหรือวางแผนการทำหัตถการเพิ่มเติม
Line@: @filler
มีที่จอดรถทุกสาขา